เป็นเรื่องธรรมดา ที่ในกลุ่มจะมีนักเตะบางบุคคลที่เด่นกว่าเพื่อนร่วมกลุ่มเป็นพิเศษ

เป็นเรื่องธรรมดา

เป็นเรื่องธรรมดา จำพวกที่ว่าหากขาดไปแล้ว อาจจะมีผลกับเกมการเล่นของกลุ่ม

เป็นเรื่องธรรมดา ดังนี้ เดี๋ยวนี้ในภาวะที่ศึก พรีเมียร์ลีก กำลังจะไปสู่ตอนโค้งสุดท้าย ของฤดูกาลแล้ว พวกเราเลยจะมาทดลอง ดูกันว่าในบรรดา 7 กลุ่มดังของลีกอันประกอบไปด้วย แมนเชสเตอร์ ซิตี้, แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด, หงส์แดง, เชลซี, อาร์เซน่อล, ท็อตแน่ม ฮ็อทสเปอร์

และก็ เลสเตอร์ ซิตี้ นั้น นักฟุตบอลของแต่ละกลุ่มคนใดที่เข้าขั้นเป็น “ตัวแบก” เป็นเรื่องธรรมดา ในด้านการมีส่วนร่วม กับแนวทางการทำประตูสูงที่สุด ของกลุ่มถ้าเกิดนับเฉพาะผลงานในลีก รวมทั้งเรื่องที่ว่าพวกเขามีความหมายกับกระบวนการทำประตูของกลุ่มมากน้อยแค่ไหน

  • เชลซี

ถึงแม้ ติโม แวร์เนอร์ จะทำผลงานได้ไม่ดีเท่าไรนับจากที่ย้ายมาจาก แอร์เบ ไลป์สิกข์ เมื่อตอนซัมเมอร์ก่อนหน้านี้ด้วยค่าจ้าง 47.5 ล้านปอนด์ แต่ว่าเชื่อไหมว่าจนกระทั่งเวลานี้เขาเป็นผู้ที่มีส่วนร่วมกับกระบวนการทำประตูในลีกสูงที่สุดของกลุ่มด้วยปริมาณ 10 ลูก มุ่งมั่นปั้นมือ

ดังนี้ 10 ลูกดังกล่าวแบ่งเป็นการยิงเองของ แวร์เนอร์ 5 ประตู กับวิธีการทำอีก 5 ช่วยเหลือ ซึ่งแม้เทียบกับปริมาณ 44 ประตูที่ เชลซี ทำเป็นในลีกประจำฤดูนี้มันก็แสดงว่า แวร์เนอร์ มีส่วนกับประตูของ เชลซี 22.7 เปอร์เซ็นต์ร่วมกัน

เป็นเรื่องธรรมดา

  • แมนฯ ซิตี้

คนขับเคลื่อนเกมรุกตัวหลักของ “เรือใบสีฟ้า” ยังคงเป็น เควิน เดอ บรอยน์ กองกลางชาวเบลเยียม เป็นเรื่องธรรมดา โดยแม้เขาจะทำเป็น 5 ประตู แต่ว่าด้านแอสซิสต์นั้นเจ้าตัวก็ล่อไปแล้วถึง 11 หน

แม้กระนั้น 16 ครั้งที่เขามีส่วนร่วมกับประตูในลีก ประจำฤดูกาลนี้นั้น คิดเป็นเพียงแค่ 25 เปอร์เซ็นต์จากปริมาณประตูทั้งสิ้นที่กลุ่มของ โจเซป กวาร์ดิโอล่า ทำเป็น ภายหลังที่ แมนฯ ซิตี้ ยิงไปแล้วถึง 64 ครั้ง

  • อาร์เซน่อล

ในช่วงฤดูกาลที่ ปิแอร์-เอเมอริค โอบาเมยอง แนวรุกชาวกาบองฟอร์มตกแบบน่าตกใจประหนึ่งเหมือนสไปเดอร์แมนที่เหนื่อยดึงดูดใจหรือเสียพลังพิเศษ อาร์เซน่อล ก็ยังมี อเลซ็องดร์ ลากาแซ็ตต์ แผงหน้าชาวฝรั่งเศสที่ก้าวขึ้นมาช่วยกลุ่มได้ โดยฤดูนี้เขามีส่วนร่วมกับวิธีการทำประตูในลีกสูงที่สุดของกลุ่มที่ปริมาณ 13 ครั้ง แบ่งเป็นการทำเอง 11 ประตูกับ 2 แอสซิสต์

ดังนั้น เมื่อนำไปเทียบกับปริมาณ 40 ประตูที่ อาร์เซน่อล ทำเป็นในลีกประจำฤดูกาลนี้มันก็แปลว่า ลากาแซ็ตต์ มีส่วนร่วมกับประตูของกลุ่มสูงถึง 32.5 เปอร์เซ็นต์ร่วมกัน ซึ่งถือได้ว่าจำนวนที่น่าประทับใจสำหรับพอสมควร

  • เลสเตอร์

เพียงพอมองเห็นชื่อของ “สุนัขจิ้งจอก” แล้วนั้น ผู้คนจำนวนไม่ใช้น้อยก็น่าจะทายใจกันได้ไม่ยาก

ผู้ที่มีส่วนร่วมกับประตูของพวกเขาสูงที่สุดเป็น เจมี่ วาร์ดี้ โดยตัวรุกชาวอังกฤษยิงไป 12 ประตูกับ 7 รอบ จนกระทั่งทำให้มีส่วนร่วมกับประตูรวมแล้ว 19 ลูก แล้วก็จำนวนดังกล่าวก็เท่ากันกับ 35.9 เปอร์เซ็นต์จากปริมาณประตูทั้งปวงที่ เลสเตอร์ ทำเป็นในลีกประจำฤดูกาลนี้ เป็นเรื่องธรรมดา ภายหลังกลุ่มของ เบรนแดน ร็อดเจอร์ส ยิงไปแล้ว 53 ประตู

  • ลิเวอร์พูล

กล่าวได้ว่ายังรักษามาตรฐานของตนเองเอาไว้ได้ดีสำหรับ โมฮาเหม็ด ซาลาห์ ภายหลังจากฤดูกาลนี้เขามีส่วนร่วมกับประตูในลีกของกลุ่มเยอะที่สุดที่จำนวน 20 ประตู แบ่งเป็นการยิงเอง 17 ลูกกับทำอีก 3 รอบ สวนกับ ซาดิโอ มาเน่ ที่พึ่งจะมีส่วนร่วมกับประตูของกลุ่มเพียงแค่ 11 เตะแค่นั้น (ยิงเอง 7 ลูกกับ 4 รอบ)

เป็นเรื่องธรรมดา

ดังนี้ จนกระทั่งตอนนี้ หงส์แดง ทำประตูในลีกไปแล้ว 48 เตะ ซึ่งก็กล่าวได้ว่าประตูทั้งสิ้นที่ “ลิเวอร์พูล” ทำเป็นนั้น ได้ผลงานของ ซาลาห์ ไม่ว่าจะอีกทั้งการยิงเองรวมทั้งแอสซิสต์สูงถึง 41.7 เปอร์เซ็นต์เลยทีเดียว ข่าวบอลพรีเมียร์ลีก

  • แมนฯ ยูไนเต็ด

ทุกคนอาจจะทายใจกันได้อยู่แล้วว่า บรูโน่ แฟร์นันด์ส เป็นผู้ที่มีส่วนร่วมกับประตูเยอะที่สุด เวลานี้ โดยจำนวนของเขาอยู่ที่ 26 เตะ แบ่งเป็นการยิงเอง 16 ประตูกับการทำอีก 10 ช่วยเหลือ

ซึ่งมันก็ทำให้คนชอบกำหนดประเด็นกันว่าเกมรุกของ “ภูติผีแดง” คงน่าสยองน้อยลงมากถ้าหากไม่มีเขา และก็มันก็บางทีก็อาจจะเป็นอย่างงั้นจริงๆก็ได้

เพราะว่าผลงานของ บรูโน่ คิดได้เป็น 46.4 เปอร์เซ็นต์จากปริมาณประตูทั้งหมดของ แมนฯ ยูไนเต็ด อย่างยิ่งจริงๆ เนื่องจากจนกระทั่งช่วงนี้ แมนฯ ยูไนเต็ด ยิงในลีกไปแล้ว 56 ประตู

  • สเปอร์ส

30 ลูก เป็นปริมาณการมีส่วนร่วมกับประตูใน พรีเมียร์ลีก ของ แฮร์รี่ เคน ในฤดูกาลนี้ โดยในจำนวนนั้นแบ่งเป็นการยิงเอง 17 ประตู กับวิธีการทำไปถึง 13 แอสซิสต์ รวมทั้งมันก็ทำให้เขานำอีกทั้งในชาร์ตดาวซัลโวกับแอสซิสต์ของ พรีเมียร์ลีก ในช่วงฤดูกาลนี้ ดูบอลสด

ถ้านับจนกระทั่งในขณะนี้นั้น สเปอร์ส ทำแต้มในลีกไป 49 ลูก หรือก็คือผลงานการยิงกับการช่วยเหลือรวมกันของ เคน คิดเป็นถึง 61.2 เปอร์เซ็นต์จากปริมาณประตูทั้งผองที่ สเปอร์ส ทำเป็นเลย พูดได้ว่าถ้าหากไม่มีเขาแล้วล่ะก็ โชเซ่ มูรินโญ่ ก็บางครั้งอาจจะทำผลงานได้ห่วยกว่าตอนนี้จนพบกับแรงกดดันอย่างมากก็ได้